ไพ่บาคาร่าคืออะไร ?

ไพ่บาคาร่าในปัจจุบันถือเป็นเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุด ทั้งการนำมาเล่นกันเองทั่วไปสนุก ๆ หรือการเล่นแบบเดิมพันทั้งแบบออฟไลน์ในโลกแห่งความจริง กับออนไลน์บนโลกดิจิทัล แต่สำหรับบทความนี้เราจะไม่ได้มาพูดเกี่ยวกับวิธีการเล่น หรือทริคการเล่นใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะพูดถึงเกี่ยวกับ ความเป็นมาของไพ่บาคาร่า กว่าจะได้รับความนิยมขนาดนี้ ไพ่บาคาร่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ความเป็นมาของ ไพ่บาคาร่า

บาคาร่านั้นเป็นเกมไพ่รูปแบบหนึ่ง ตัวเกมมีรูปแบบการเล่น คล้าย ๆ กับเกมป็อกเด้งบ้านเรา แต่มีวิธีการเล่นที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยคำว่า “บาคาร่า” เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากสองประเทศ คืออิตาลีและฝรั่งเศส มีความหมายว่าแต้มที่เป็นศูนย์หรือเขาเรียกกันว่า Baccarat หรือจะหมายความว่าแต้มที่มีค่ามากที่สุดบนหน้าไพ่ก็ได้

จากข้อมูลในแหล่งต่าง ๆ บาคาร่าเกิดขึ้นจากแนวความคิดของคนอิตาลี ซึ่งได้แนวคิดมาจาก พิธีกรรมโบราณสำหรับการคัดเลือกหญิงสาวเพื่อมารับตำแหน่งนักบวชในศาสนา ดังนั้นไพ่บาคาร่าจึงมีอายุมานานมากกว่า 1500 ปีก่อนคริสตกาล โดยบาคาร่าในครั้งอดีตจะไห้หญิงสาวที่ถูกเลือกออกมาทอยลูกเต๋า ใครที่ได้แต้มที่มีค่า 8-9 พวกเขาก็จะได้รับการบูชาเป็นเทพเจ้า หากทอยได้ 6-7 จะไม่ได้รับเลือก และหากทอยได้ 4-5 อาจทำไห้พวกเธอต้องจบชีวิตลงในทันที ถ้าหากนับตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าบาคาร่ามีอายุยาวนานกว่า 3,518 ปีแล้วนั่นเอง

กติกาในการเล่นไพ่บาคาร่าแบบย่อ

การแจกไพ่ : แจกไพ่เพียงสองฝั่งเท่านั้น คือฝั่งเจ้ามือและฝั่งผู้เล่น  โดยแต่ล่ะฝั่งจะได้รับไพ่จำนวน 2 ใบเท่ากัน เมื่อได้รับไพ่ไปแล้วสองใบ การที่จะสามารถขอรับใบที่ 3 ได้ จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดเอาไว้อยู่

การนับแต้ม : การนับแต้ม ให้ดูจากหน้าไพ่ที่ปรากฎออกมา จำนวนแต้มของไพ่แต่ล่ะใบจะตรงกับเลขหน้าไพ่นั้น ๆ  ยกเว้น A จะนับเป็น 1 แต้ม ตัวภาษาอังกฤษ J,Q,K, จะนับเป็น 0 แต้ม ใครที่ได้แต้มใกล้เคียงกับ 9 มากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ

การหักเงิน : การหักเงินในเกมส์สามารถหักได้สองรูปแบบ นั้นก็คือการหัก 5% และไม่หักเลย การหัก 5% จะเกิดขึ้นเมื่อวางเดิมพันในฝั่งเจ้ามือ และการไม่หักเงินคือการที่วางเดิมพันในฝั่งของผู้เล่น

วิธีเล่นไพ่บาคาร่าแบบเต็ม

ไพ่ Ace จะมีค่า 1 แต้ม ,ไพ่ 2 จะมีค่า 2 แต้ม ,ไพ่ 3 จะมีค่า 3 แต้ม ,ไพ่ 4 จะมีค่า 4 แต้ม ,ไพ่ 5 จะมีค่า 5 แต้ม ,ไพ่ 6 จะมีค่า 6 แต้ม ,ไพ่ 7 จะมีค่า 7 แต้ม ,ไพ่ 8 จะมีค่า 8 แต้ม ,ไพ่ 9 จะมีค่า 9 แต้ม และไพ่ 10 ,J ,Q ,K จะมีค่า 0 แต้ม ในเชิงจิตวิทยาคนจะมีความสุขกับการได้รับรางวัลชนะพนันมันคือการได้รางวัลอย่างหนึ่ง แม้จะเล่นเสียมากกว่าได้แต่มันมีความสุขกับตาที่ได้ นักเล่นก็อยากได้อีก เลยเลิกเล่นไม่ได้

Banker แปลว่าเจ้ามือ ดีลเลอร์ Player แปลว่าผู้เล่น บาคาร่าจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ให้นักพนันเลือกวางเดิมพันระหว่างฝ่าย Player และ Banker โดยผู้ที่วางเดิมพันทางฝั่งเจ้ามือเมื่อชนะเดิมพันจะถูกหักค่าคอมมิชชั่นจากโต๊ะเป็นเงิน 5% ของรางวัลที่ได้

การเล่นบาคาร่าแต่ละเกม แต่ละฝ่ายจะได้รับแจกไพ่อย่างน้อย 2 ใบ แต่ไม่เกิน 3 ใบ ไพ่บาคาร่าใบแรกกับใบที่สาม จะแจกจากกองให้แก่ฝ่ายผู้เล่น ส่วนใบที่สองกับใบที่สี่แจกให้ฝ่ายเจ้ามือ ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องการไพ่ใบที่สาม ก็จะมีเงื่อนไขตามกติกาพิเศษ คือ ทางฝั่งของ Player ถ้าแต้ม 2 ใบแรกรวมกันได้ต่ำกว่า 5 (0,1,2,3,4,5) ต้องจั่วเพิ่มอีก 1 ใบ แต่ถ้าแต้ม 2 ใบแรกรวมกันได้ 6 หรือ 7 ไม่ต้องจั่วแล้ว ส่วนทางฝั่งของเจ้ามือ ถ้าแต้มของ Banker ต่ำกว่า 2 แต้ม จั่วเพิ่มทันที 1 ใบ แต่ถ้ามากกว่า 3 แต้มจะมีกฎเข้ามาควบคุมเกี่ยวกับการจั่วไพ่ของ Banker

  1. ถ้าเจ้ามือ 3 แต้ม และไพ่ใบที่ 3 ของผู้เล่นได้ 8 = เจ้ามือไม่ต้องจั่วเพิ่ม
  2. ถ้าเจ้ามือ 4 แต้ม และไพ่ใบที่ 3 ของผู้เล่นได้ 0,1,8,9 = เจ้ามือไม่ต้องจั่วเพิ่ม
  3. ถ้าเจ้ามือ 5 แต้ม และไพ่ใบที่ 3ของผู้เล่นได้ 0,1,2,3,8,9 = เจ้ามือไม่ต้องจั่วเพิ่ม
  4. ถ้าเจ้ามือ 6 แต้ม และไพ่ใบที่ 3ของผู้เล่นได้ 0,1,2,3,4,5,8,9 = เจ้ามือไม่ต้องจั่วเพิ่ม
  5. ถ้าเจ้ามือ 7 แต้ม ไม่ต้องจั่วเพิ่ม

กฎบาคาร่าต่าง ๆ เป็นเงื่อนไขในการเล่นที่ทำให้เกมเกิดความสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในการเล่นบาคาร่ายังมีเรื่องของไพ่แนชเชอรัล เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยไพ่แนชเชอรัลนั้นมีส่วนใกล้เคียงกับการเล่นป๊อกเด้งที่เรารู้จักกันก็คือ ป๊อกแปดกับป๊อกเก้า ซึ่งไพ่แนชเชอรัลจะหมายถึงการได้แต้มรวม 8 แต้ม หรือ 9 แต้ม จากไพ่สองใบแรก ซึ่งเมื่อขึ้นหน้าไพ่แบบนี้แล้วทั้งสองฝ่ายจะไม่มีสิทธิ์จั่วไฟอีก และตามปกติไพ่ที่มีแต้มเหนือกว่าไพ่แนชเชอรัล 8 แต้ม ก็คือไพ่ไพ่แนชเชอรัล 9 แต้มนั่นเอง

ในการเล่นบาคาร่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดิมพันฝั่งที่จะชนะระหว่าง Banker กับ Player แต่ยังมีการเดิมพันอีกหลายรูปแบบ ซึ่งก็คือ

  1. Tie Game หรือการเดิมพันเสมอระหว่างเจ้ามือและผู้เล่น มีอัตราต่อรองอยู่ที่ 8 เท่า
  2. Player Pair หรือการเดิมพันผู้เล่นออกคู่ มีอัตราต่อรองอยู่ที่ 11 เท่า
  3. Banker Pair หรือการเดิมพันเจ้ามือออกคู่ มีอัตราต่อรองอยู่ที่ 11 เท่า

อัตราต่อรองนี้ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานของเกือบทุกคาสิโน แต่ก็อาจจะมีบางคาสิโนที่มีอัตราต่อรองต่างกันไป นอกจากนี้บางคาสิโนอาจจะมีการเดิมพันที่เพิ่มเติมไปจากนี้ด้วยก็ได้สุดแล้วแต่นักพนันจะสนใจวางเดิมพันกันไป ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมองว่ากฎของบาคาร่านั้นยุ่งยาก และอาจมีบางช่วงที่ซับซ้อน แต่หากได้ลองสัมผัสและฝึกเล่นดูจะสามารถรับรู้ได้ว่า เกมนี้สนุกได้เพราะเงื่อนไขและกฎต่างๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อเราคล่องแคล่วกับกฎและเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป บาคาร่าจะกลายเป็นเกมโปรดที่ทำให้ช่วงเวลาว่างของคุณเต็มไปด้วยสีสันและการลุ้นสนุกตลอดทั้งวัน

วิธีอ่าน “เค้าไพ่บาคาร่า”

“เค้าไพ่บาคาร่า” เป็นหนึ่งเคล็ดลับที่เซียนไพ่ชนิดนี้นิยมใช้มากที่สุด เพราะจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าผลในตาถัดไปมีโอกาสออกไพ่มากที่สุด โดยการอ่านเค้าไพ่บาคาร่า ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่สำคัญต่อการเล่นไพ่ชนิดนี้เป็นอย่างมาก เป็น จุดอ่อนบาคาร่า ที่นักเล่นไพ่ต้องรู้ โดยเค้าไพ่ คือ สถิติในการออกไพ่ก่อนหน้า โดยข้อดีของการแทงบาคาร่าผ่านเว็บ คือ ท่านจะดูไพ่ของรอบก่อน ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเดิมพันในตาถัดไป โดยเจ้ามือเราจะใช้เรียกว่า Banker ส่วนผู้เล่นเราจะเรียกว่า Player ซึ่งเราจะมาแนะนำกันดังนี้คือ

  1. เค้าไพ่มังกร : มังกร ใช้เรียก เค้าไพ่ ที่มีลักษณะยาว ดังนั้นเป็นเค้าไพ่ที่สังเกตุง่ายที่สุดเพราะว่ามังกร ก็คือการออกไพ่ในลักษณะที่เจ้ามือหรือผู้เล่นชนะติดต่อกัน อย่างน้อย 4-5 ครั้ง การใช้สูตรก็คือแทงตามไปเรื่อยๆไปจนกว่าหน้าไพ่จะเปลี่ยน เช่น P-P-P-P ไม้ถัดไปให้เลือก Player
  2. เค้าไพ่ปิงปอง : ปิงปอง สำหรับบาคาร่าใช้เรียกเมื่อเกิดการออกไพ่สลับกันแพ้ชนะไปมาระหว่าง เจ้ามือ กับ ผู้เล่น เหมือนกับการตีปิงปอง ลักษณะการเล่นให้แทงฝ่ายตรงข้าม เช่น P-B-P-B ตาต่อไปให้เลือก Player
  3. เค้าไพ่ลูกคู่ : ไพ่ลูกคู่ มีความคล้ายครึงกับปิงปองเป็นอย่างมากแต่จะเป็นออกไพ่ เบิ้ลชนะ 2 ครั้งแล้วเปลี่ยนออกมาเป็นอีกฝ่ายชนะสองครั้งสลับกันไปมาให้รอจังหวะเบิ้ลสองแล้วแทงสวน เช่น P-P-B-B ตาต่อไปให้แทง Player
  4. เค้าไพ่ 2 ตัวตัด : เค้าไพ่ 2 ตัวตัดไพ่สองตัวตัด เป็นอีกหนึ่งเค้าไพ่ที่ออกบ่อยในการเล่นบาคาร่า สังเกตุง่ายๆ คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ2ครั้งติดแล้วจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายตรงข้ามในตาถัดไปรอจังหวะแทงสวน เช่น B-B-P-B-B ตาถัดไปให้แทง Player
  5. เค้าไพ่ 3 ตัวตัด : ไพ่สามตัวตัด จะเป็นการออกไพ่ในเชิงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาชนะ 3 ครั้งติดและจะเปลี่ยนไพ่ในไม้ที่ 4 การรอจังหวะแทงก็รอให้ครบ 3 ไม้แล้วเปลี่ยนเป็นแทงฝ่ายตรงข้าม เช่น B-P-P-P ตาถัดไปให้เลือกแทง Banker
  6. เค้าไพ่ตัวติด : ไพ่ตัวติด จะคล้ายกับไพ่มังกรแต่จะออกไพ่ในลักษณะการชนะติดต่อกันของสองฝ่ายในปริมาณเท่าๆกัน แต่การวางเดิมพันจะมีแนวทางคือรอให้ออก 2 ครั้งแต่แทงตาม 1 ครั้งดังนี้คือ P-P-P-P-B-B ตาต่อไปให้แทง Banker
  7. เค้าไพ่ตัวหลุด : ไพ่ตัวหลุด ในที่นี้จะมองค่อนข้างยากให้ท่านสังเกตุว่าเมื่อมีการ P จะออกแค่ 1 ครั้งแล้วเปลี่ยนไพ่ หลักการง่ายๆคือรอจังหวะมีตัวหลุดแล้วตาถัดไปต้องแทงฝ่ายตรงข้าม เช่น B-B-P-B-B-B-P ตาต่อไปให้แทง Banker

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *